ReadyPlanet.com
dot dot
คุณภาพอากาศอาคารพักอาศัย

เปิดอ่านบทความ / Download

การจัดการคุณภาพอากาศของอาคารพักอาศัย ►►  Indoor Air Quality.pdf

การจัดการคุณภาพอากาศภายในอาคารพักอาศัย

วรวิชญ์ สิงหนาท

 
            ปัจจุบันย่านธุรกิจที่อยู่ในเมืองส่วนใหญ่มีปัญหาความหนาแน่นของประชากร การจราจรติดขัด ปัญหามลพิษจากมูลฝอยและมลพิษทางอากาศเป็นปัญหาหลัก ประชาชนที่พักอาศัยที่อยู่ในเมือง หรือเขตชานเมือง ต้องประสบกับปัญหาเหล่านี้เช่นกัน แนวโน้มการพักอาศัยที่เป็นคอนโดมิเนียมที่มีมากขึ้น การหลีกหนีให้พ้นจากสภาวะมลพิษทางอากาศและกลิ่นที่ไม่สะอาด เมื่อกลับเข้าบ้านหรือห้องพัก เพื่อให้ร่างกายได้พักฟื้น โดยการได้รับอากาศที่สะอาด และมีความปลอดภัยจากอันตรายที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศ จึงเป็นเรื่องสำคัญ
คุณภาพอากาศที่ดีภายในอาคาร หมายถึง สภาวะการที่อากาศภายในอาคารที่อาจมีสิ่งเจือปนอยู่ในปริมาณที่ไม่มากพอที่จะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ หรือต่อสิ่งแวดล้อมภายในอาคารนั้นๆ
            มลพิษทางอากาศมีผลร้ายแรงต่อสุขภาพ การสัมผัสกับมลพิษทางอากาศในปริมาณมากๆ หรือไม่มากแต่สัมผัสอยู่เป็นประจำอาจจะส่งผลให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้อากาศ บางรายอาจเกิดการระคายเคืองหรือเกิดการแพ้ที่ผิวหนัง ในอาคารที่มีองค์ประกอบของสารเคมี และRedonจำนวนมาก  หากอยู่อาศัยไปนานๆอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยที่เกี่ยวเนื่องจากอาคาร (Sick Building Syndrome)  ที่ร้ายแรงกว่านั้นปัจจุบันมีโรคติดต่อที่แพร่เชื้อทางอากาศ อาทิ ไข้หวัด2009  ไข้หวัดSARs ไข้หวัดนก วัณโรค ที่ยากต่อการแยกออกจากอากาศที่เราหายใจอยู่ในที่สาธารณะได้
            มลพิษที่ปนเปื้อนอากาศอยู่ภายในอาคาร 
ประกอบด้วย 3กลุ่มใหญ่คือ ส่วนที่เป็นอนุภาคของฝุ่นละออง(Particulates) จุลชีวะขนาดเล็ก(Bioaerosols)    และกลุ่มของสารเป็นพิษในอาคาร (VOCs)
ฝุ่นละอองคือ อนุภาคของ แข็งขนาดเล็กที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ มีขนาดเล็กกว่า 100 µm (ไมครอน) เช่นฝุ่นดิน ผม ขนสัตว์ ผ้า พรม
ส่วนควันจะมีอนุภาคขนาดเล็กที่เป็นได้ทั้งของเหลวและของแข็งที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของสารอินทรีย์มีขนาดเล็กมาก เล็กกว่า 1 ไมครอน มีขนาดระหว่าง 0.1 ถึง 0.3 µm เช่น ควันจากการเผาไม้ ควันบุหรี่อาจมีขนาดเล็กมากถึง 0.01 µm
 
จุลชีวะทางอากาศ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก เช่นไรฝุ่น เชื้อโรคชนิดต่างๆ รามีขนาดระหว่าง 10 ถึง 30 µm แบคทีเรียมีขนาดระหว่าง 0.4 ถึง 5 µm ไวรัสมีขนาดระหว่าง 0.003 ถึง 0.06 µm ซึ่งโดยทั่วไปมักเกาะตัวอยู่กับอนุภาคที่มีขนาดใหญ่กว่าในอากาศ
กลุ่มVOCsคือ สารระเหยอินทรีย์ ฟอร์มัลดีไฮด์ พวกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  Redon ไอระเหยของสารเคมีต่าง ที่เป็นอันตรายหรือที่ร่างกายไม่ต้องการ และยังมีอื่นๆอีกมากที่มีขนาดเล็กล่องลอยอยู่ในอากาศ
            คนเราทุกคนต้องการความเป็นอยู่ที่สุขสบาย และปลอดภัยภายในอาคารที่พักของตน นอกเหนือจากการที่มีอากาศที่สะอาดแล้ว ยังมีสภาวะความน่าสบายที่ประกอบด้วยองค์ประกอบหลักๆ ดังนี้
  •                 อุณหภูมิ ที่พอเหมาะก่อให้เกิดความน่าสบายในอาคารพักอาศัยโดยคำนึงถึงความประหยัดด้วยแล้วควรจะอยู่ระหว่าง 24 ถึง 26 องศาเซลเซียส  
  •                 ความชื้น ความชื้นสัมพัทธ์ที่พอเหมาะก่อให้เกิดความน่าสบายในอาคารพักอาศัยจะมีค่าระหว่าง 50 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ในฤดูฝนจะมีความชื้นสัมพัทธ์สูงมากทำให้รู้สึกไม่สบายกาย ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่าจะรู้สึกสบายขึ้น การลดความชื้นภายในห้องพักเป็นภาระของเครื่องปรับอากาศมากกว่าการลดอุณหภูมิ จึงไม่ควรใช้วัสดุที่ดูดซับความชื้นในการตกแต่งห้องพัก
  •                 ปัจจัยอื่นๆที่ทำให้เกิดสภาวะความน่าสบาย เช่น การที่มีกระแสลมปะทะผิวกาย  ดังในห้องปรับอากาศสามารถตั้งอุณหภูมิที่ 26 ถึง 27 องศาเซลเซียส แล้วเปิดพัดลมให้ส่ายไปมา ทำให้เกิดกระแสลมที่น่าสบายเพิ่มขึ้นได้ 
            เพื่อให้เกิดสภาวะความน่าสบาย และมีความปลอดภัยจากมลภาวะทางอากาศเป็นพิษ และโรคติดต่อร้ายแรงต่างๆ จึงต้องมีการการควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคารให้เป็นระบบปิด (อธิบายง่ายๆคือปิดประตูหน้าต่าง) โดยการใช้หลักการทางวิศวกรรม อธิบายพอสังเขปดังนี้
1.        การเจือจางเชื้อโดยการระบายอากาศ
การเติมอากาศดี คือเติมอากาศที่มีความสะอาดเข้าไปในห้องที่ต้องการ เพื่อการเจือจางอากาศที่มีการปนเปื้อนของฝุ่นละอองหรือเชื้อโรค หรือเป็นการเอาอากาศดีไล่อากาศเสียออกจากอาคาร
ภาพที่1 การดูดอากาศและกำหนดทิศทางของกระแสอากาศ
 
การดูดอากาศเสีย คือการดูดเอาอากาศในบริเวณที่มีการปนเปื้อนสูงออกภายนอกอาคาร หรือห้องพัก เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว
2.        กำหนดทิศทางการไหลของอากาศ (แรงลม/ความดันอากาศ)
ทิศทางการไหลของอากาศภายในห้อง โดยการกำหนดทิศทางการไหลของกระแสอากาศ หรือแรงลม ให้เคลื่อนที่จากพื้นที่ที่สะอาดมากกว่า ไปสู่พื้นที่ที่มีความสะอาดน้อยกว่า เพื่อรวบรวมหรือไล่กระแสอากาศที่ปนเปื้อนออกจากพื้นที่ดังกล่าวเช่นการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในห้องพักอาศัยตรงข้ามกับห้องน้ำ หรือห้องครัว เพื่อให้กระแสลมไหลจากห้องพักไปทางห้องน้ำ หรือห้องครัว ดังภาพที่1
      
     ภาพที่2 การเติมอากาศทำให้ห้องมีความดันเป็นบวก             ภาพที่3 การดูดอากาศออกทำให้ห้องมีความดันเป็นลบ
 
ทิศทางการไหลของอากาศระหว่างห้อง โดยการทำให้พื้นที่หรือห้องที่อยู่ติดกัน  มีค่าความดันอากาศแตกต่างกัน ห้องที่มีค่าความดันอากาศเป็นบวก (Positive) หรือมากกว่า จะดันให้กระแสอากาศไหลไปยังห้องที่มีความดันเป็นบวกน้อยกว่า หรือเป็นลบ(Negative)
การกำหนดให้ห้องที่ติดกันมีความดันที่แตกต่าง เพื่อให้การไหลของกระแสอากาศจากพื้นที่สะอาดมากกว่าไปสู่พื้นที่ที่สะอาดน้อยกว่า หรือเพื่อป้องกันอากาศที่มีสิ่งปนเปื้อนไหลเข้าสู่พื้นที่สะอาด 
 
 
 
จากหลักการข้อที่1,2 สามารถอธิบายให้เข้าใจเพิ่มขึ้นดังภาพที่1 มีติดตั้งพัดลมดูดอากาศออกที่ห้องน้ำ ตามที่คนส่วนใหญ่นิยมทำกันอยู่ ทำให้ภายในห้องน้ำมีความดันอากาศต่ำกว่าของห้องพัก อากาศจึงไหลจากห้องพักผ่านช่องระบายอากาศของประตู เข้ามาในห้องน้ำ ทำให้กลิ่นจากห้องน้ำไม่ไหลเข้าไปในห้องพัก
แต่มีปัญหาตามมาเนื่องจาก การไหลของอากาศจากห้องพักผ่านห้องน้ำทิ้งออกสู่ภายนอกนั้น ทำให้ความดันอากาศของห้องพักต่ำกว่าบริเวณนอกห้องพักด้วย ดังนั้นอากาศที่ไม่สะอาดมีสิ่งปนเปื้อนจากภายนอก จึงไหลเข้ามาในห้องพัก ผ่านช่องว่างตามขอบประตูหน้าต่าง หรือไหลตามเข้ามาทุกครั้งที่มีการเปิดประตูเข้าออก  ดังภาพที่4
ภาพที่4 การดูดอากาศที่ห้องน้ำออกทำให้มีความดันอากาศต่ำ   กว่าห้องที่อยู่ติดกัน
 
แนวทางแก้ไข จึงควรติดตั้งพัดลมเติมอากาศจากภายนอกอาคาร(ไม่ใช่จากโถงทางเดินนอกห้อง) เข้าภายในห้องพัก ควรผ่านการกรองสิ่งปนเปื้อนในอากาศออกก่อนเพื่อให้ได้อากาศที่สะอาด จะทำให้ความดันอากาศภายในห้องหักสูงกว่าห้องน้ำและบริเวณภายนอกตามลำดับ ช่วยผลักดันอากาศเสียหรือกลิ่นของห้องน้ำไม่ให้เข้ามาในห้องพัก และยังสามารถผลักดันอากาศภายในห้องน้ำ ผ่านช่องระบายอากาศที่ผนังออกสู่ภายนอกได้อีกด้วย ดังภาพที่5
การเติมอากาศเข้าภายในห้องพักจะมีผลต่อภาระของเครื่องปรับอากาศที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงควรมีการคำนวณปริมาณเติมอากาศที่เหมาะสมตามขนาดของห้องพักไม่มากจนเกินไป เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน
ภาพที่5 การเติมอากาศที่ห้องพักทำให้มีความดันอากาศสูงกว่า ห้องน้ำและบริเวณภายนอกตามลำดับ
 
3.        การรกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพ
ระบบกรองอากาศจะช่วยกรองสิ่งที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศ(Airborne) ทั้งที่เป็นฝุ่นละออง(Aerosol) และจุลชีวะ(Bioaerosol ) ออกจากอากาศได้ โดยขึ้นอยู่กับจำนวนชั้น และประสิทธิภาพของแผ่นกรองอากาศ ซึ่งเครื่องปรับอากาศในอาคารพักอาศัยส่วนใหญ่ จะมีการติดตั้งแผ่นกรองอากาศแบบหยาบ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองขนาดใหญ่ที่จะเข้าไปทำความสกปรก และทำเสียหายให้กับเครื่องปรับอากาศอยู่แล้ว ส่วนเครื่องฟอกอากาศจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าในการกำจัดฝุ่นละอองและเชื้อโรคโดยตรง ขนาดของเครื่องฟอกอากาศขึ้นอยู่กับปริมาตรของห้อง  ส่วนลักษณะของเครื่องฟอกอากาศที่ดีจะได้อธิบายเพิ่มเติมไว้ตอนท้าย
4.        การควบคุมอุณหภูมิและความชื้น
การควบคุมอุณหภูมิและความชื้น นอกจากจะทำให้เกิดภาวะความน่าสบายแล้ว ยังสามารถควบคุมหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลชีวะ และเชื้อโรคต่างๆที่ส่วนใหญ่อาศัยอุณหภูมิและความชื้นสูง เป็นปัจจัยในการแพร่ขยายพันธุ์
 
ข้อแนะนำอัตราการระบายอากาศ ในกรณีที่มีระบบปรับอากาศของห้องพักอาศัยเท่ากับ 2 ACH และห้องน้ำ ห้องส้วมเท่ากับ 2 ACH
 
การเลือกเครื่องเครื่องฟอกอากาศ หรือแผ่นกรองอากาศ ควรเลือกที่ดีที่สุด
1        สามารถคัดกรองอนุภาคที่มีขนาดเล็กมากได้ดี เช่น
     HEPA Filter 0.3 µm. eff.99.97%
ULPA Filter 0.3 µm. eff.99.9999%
Electronic Filter 0.01-0.005 µm. eff.99.0%
แต่ทั้งนี้ประสิทธิภาพที่ดีเหล่านั้น ต้องมี Pressure Dropที่ต่ำ ยิ่งต่ำยิ่งดี หรือการใช้แรงดันอากาศน้อยผลักดันอากาศผ่านแผ่นกรอง อากาศไหลผ่านง่าย 
2       ควรมีผลงานการวิจัยหรือการทดสอบโดยสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือยืนยันประสิทธิภาพในการกรอง ซึ่งเครื่องฟอกอากาศที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดส่วนมาก มีแต่ข้อความโฆษณา แต่ไม่มีการอ้างอิงผลงานวิจัยหรือการทดสอบ
3        แผ่นกรองอนุภาคควรมีอายุการใช้งานที่นาน โดยยังคงมีประสิทธิภาพที่ดี
4      ภายหลังการปิดเครื่องฟอกอากาศแล้ว ฝุ่นละอองและเชื้อโรคควรติดอยู่ที่แผ่นกรอง ไม่ควรหลุดร่วงออกมาได้
5        ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและบำรุงรักษาน้อย การดูแลบำรุงรักษาสามารถทำได้ง่ายไม่ยุ่งยาก
6        ประหยัดพลังงาน ช่วยลดค่าใช้จ่ายและยังช่วยลดสภาวะโลกร้อน
7        อาจมีรางวัลสิ่งประดิษฐ์ระดับประเทศ หรือระดับนานาชาติ ยืนยัน เพิ่มความน่าเชื่อถือ
8       ควรมีฐานการผลิตในประเทศ สามารถบำรุงรักษาโดยไม่ต้องนำอะไหล่เข้าจากต่างประเทศ บางผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศมาขายเพียงครั้งเดียว หายไปเลย
9        ควรมีการหลักฐานอ้างอิงการใช้งานในสถาบัน หรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ
10    ควรได้รับมาตรฐาน มอก. , IEC. , หรือ ISO.
11    มีปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
 
บทความและข้อแนะนำต่างๆเหล่านี้ เพื่อเป็นแนวทางการจัดการคุณภาพอากาศในอาคารที่พักอาศัย โดยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและดีต่อสุขภาพ
 
 
 
 


 
 

 







dot
บทความสำคัญ / Download
dot
bulletการปรับปรุงห้องผ่าตัด
bulletคุณภาพอากาศอาคารพักอาศัย
bulletการเลือกเครื่องฟอกอากาศ
bulletเครื่องมือจัดการคุณภาพอากาศ
bulletงานศึกษาวิจัย
bulletรางวัลผลงาน
bulletผลงานอ้างอิง
bulletเปรียบเทียบค่าใชัจ่าย
bulletGreen Building , LEED
bulletASHARE 52.2
dot
ฝากที่อยู่ไว้ เราจะติดต่อ,ส่งข้อมูลกลับ

dot
dot
รู้จักพิษภัยทางอากาศที่สำคัญ
dot
bulletไข้หวัดใหญ่ 2009
bulletวัณโรค TB
bulletไข้หวัดนก Bird Flu
bulletไข้หวัดซาร์ Sars
bulletไข้หวัดใหญ่ Influenza
dot
ข่าวสารพิษภัยทางอากาศ
dot
bulletข่าวเตือนภัยวัณโรค
bulletข่าวเตือนภัยไข้หวัด
dot
งานวิชาการ
dot
bulletภาพงานวิชาการ
dot
Guidelines in Healthcare Facilities
dot


Practical Guidelines for Infection Control in Health Care Facilities
Guidance for Filtration and Air-Cleaning Systems to Protect Building Environmemts
Guideline for Environmental Infection Control in Health-Care Facilities, 2003
วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
Leadership in Energy and Environmental Design,LEED


Copyright © 2008-2012 All Rights Reserved. VORAVITCH SINGHANART
สนใจผลิตภัณฑ์ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม บรรยาย,คำปรึกษาการออกแบบ Clean Room, Isolation Room วรวิชญ์ สิงหนาท B.Ind.TECH (Civil Engineering) M.A.(Resources&Environment) Tel : 085-1122-422 Fax : 00 Email : voravitch@hotmail.com